2006/Feb/14


วันหนึ่ง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่มกาแฟร้อนๆ กันเอาเอง และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว อาจารย์ก็กล่าวว่า
ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมดเหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต

ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ

เมื่อเช้านี้ถ้วยกาแฟ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กาแฟของคุณรสชาติเป็นยังไง?

2006/Feb/02

เป็นเรื่องจริงที่ควรอ่าน
รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่...วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนต้องอ่าน!

อ่านเถอะ ... แล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ ......
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ "มิสอุไรพร" ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539
มิสคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ
โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้
เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน
หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว
อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก
เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่.กท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

ภาพแรกที่ได้เห็นชัดๆทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย
แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่อง การเรียนของลูก
เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปี เมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา
ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม
กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว
แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ
มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม
เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก
ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า
ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก


มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้


วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2536
หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่
และลูกชาย.กสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน
ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ

โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคนส่วนคุณแม่เดินตามหลัง
มากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ
ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25ซม

คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า
ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย
แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง
ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลัง
หมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร
มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน
ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ ลูกชาย ของคุณแม่ท่านนั้น

ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย
แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร
คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย
ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...
ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที
แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัด>>ยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที
ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...
ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไป.กเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด
ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงานพร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของคุณแม่
ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!
คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อย แต่...มันสายเกินไปแล้ว!
สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป
ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ
มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้น.กว่า นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ
กล้าหาญมาก เด็กๆพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า
หลายๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า
มิสมองหน้า ลูกชาย ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า
นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เองไหน
ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ
เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา
จริงครับๆ ใช่ครับๆ เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน
มิสได้ทราบมาว่ามีหลายๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน
ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา
ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ
มีนักเรียน 3-4 คน ยืนขึ้น สีหน้าของ แต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด
มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า
ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ

ครูสาวน้ำตาคลอ ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดี
หนักใจอยู่เหมือนกันว่าหากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใคร
ยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญ และจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำ
ขมขื่นในหัวใจเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด
หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว ลูกชาย เข้าไปคุย.กครั้ง
วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า
ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่ แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่
บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย
กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย
ก่อนไม่มีแม่ให้กอด... (เพลง ก่อนไม่มีแม่ให้กอด)

คุยกับผู้เขียน
เรื่องราวนี้ถ่ายทอดจากบทความหนึ่งของอัสสัมชัญสาส์นฉบับเดือนสิงหาคม
พ.ศ. 2540 ซึ่งเขียนโดยมิสอุไรพร นาคะเสถียร

เป็นเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่มิสบังเอิญทราบมาจากการได้พบคุณแม่ตามที่เล่าไว้
บทความต้นฉบับเป็นการบรรยายเรื่องธรรมดาแต่ผมนำมาเล่าใหม่
โดยเขียนในลักษณะจำลองเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมา
เพื่อให้เห็นภาพและได้รับความประทับใจครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนเดิม

ใครอยากทราบชื่อและนามสกุลของคุณแม่ท่านนี้สามารถไปค้นอ่านได้จากอัสสัมชัญสาส์นฉบับดังกล่าว
ทั้งนี้ผมขอไม่บอกไว้ ณ.ที่นี้เพราะไม่ได้ขออนุญาตจากครอบครัวดังกล่าวว่าให้เปิดเผยได้
เพียงนำเรื่องราวมาให้ได้ชื่นชมกันเท่านั้น

ใครรักแม่...อ่านจบแล้ว...อย่าลืมไปกอดแม่นะครับ
กอดแน่นๆ หอมแก้มซ้ายแก้มขวา หอมแล้วหอม.ก
หอมหลาย ๆ ที...รักมากแค่ไหนหอมเข้าไปแค่นั้น

บทความข้างต้นตัดย่อมาจากตอนที่ 79 ของนิยายเรื่อง
"ใต้ร่มธงแดงขาว" ของผมเองนำมาโพสไว้เพราะคุยกับ
คนอ่านหลายคนเห็นว่าน่าจะเอามาให้ได้อ่านกันให้ทั่วๆ
ไม่สนใจนิยายผมไม่เป็นไร แค่ตอนนี้เท่านั้นที่อยากให้ได้อ่านกัน

2006/Feb/01

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2549 14:24 น.


ปราบดา - เชื่อหรือไม่หลายสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลจากความผิดพลาดโดยแท้ โดยความผิดพลาดที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ การค้นพบทวีปอเมริกาของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ชาร์ลอตต์ ฟอลตซ์ โจนส์ นักวิจัยอเมริกัน เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า Mistakes That Worked:40 Familiar Inventions and How They Came to Be ซึ่งอธิบายความผิดพลาดทั้งหลายที่กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตคนเรา

เริ่มต้นจากปี 1886 เมื่อแพทย์และเภสัชกรนาม จอห์น เพมเบอร์ตัน เอาใบต้นโกโก้อเมริกาใต้มาผสมกับผลของต้นโคลา ที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง และชิมดูแล้วเกิดติดใจ เขาเชื่อว่า หัวเชื้อน้ำเชื่อมหรือไซรัปที่คิดค้นขึ้นมาได้โดยบังเอิญนี้จะช่วยบรรเทาความเครียด ความเหนื่อยล้า และอาการปวดฟันได้ เพมเบอร์ตันนำส่วนผสมนี้ไปยังร้านขายยาใหญ่ที่สุดในแอตแลนตา และจำหน่ายไซรัปครั้งแรกในราคาแก้วละ 5 เซ็นต์

แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อพนักงานขายคนหนึ่งกดหัวฉีดผิด ดันไปผสมไซรัปกับโซดาแทนที่จะเป็นน้ำเปล่า และนี่เองคือต้นกำเนิดของโคคา-โคล่า

แรกทีเดียว น้ำอัดลมชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมนัก ภายในปีแรกที่มีการตั้งโรงงานผลิตโค้ก เพมเบอร์ตันใช้เงิน 79.96 ดอลลาร์โฆษณาเครื่องดื่มชนิดใหม่ แต่ได้เงินกลับมาเพียง 50 ดอลลาร์เท่านั้น ทว่า ทุกวันนี้ โค้กมีสายการผลิตและจำหน่ายแก่ผู้บริโภคใน 200 ประเทศทั่วโลก

คุกกี้ช็อกโกแลตชิปเป็นที่โปรดปรานของอเมริกันชนมาเนิ่นนาน ขนมนี้ปรากฏตัวครั้งแรกในทศวรรษ 1930 เมื่อรูท เวกฟิลด์ เจ้าของโรมแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในแมสซาชูเซตส์ ตัดสินใจสับช็อกโกแลตแท่งเป็นชิ้นเล็กๆ และผสมลงในแป้งดิบที่เตรียมไว้ทำคุกกี้เนย เวกฟิลด์คิดว่า ช็อกโกแลตจะละลายและทำให้คุกกี้มีสีน้ำตาลและมีรสชาติของช็อกโกแลต แต่กลับกลายเป็นว่า เธอประดิษฐ์คุกกี้ชนิดใหม่ที่มีเกล็ดช็อกโกแลตอยู่ข้างในซึ่งได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อ

กระดาษโน้ตโพสต์-อิตก็เช่นเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากการทดลองที่โชคร้ายของสเปนเซอร์ ซิลเวอร์จากบริษัท 3M ในปี 1968 ตอนนั้น สเปนเซอร์พยายามทำให้เทปที่มีใช้กันอยู่เหนียวติดทนนานยิ่งขึ้น โดยใช้วัสดุที่หนาจนไม่ยอมจมลงในพื้นผิว ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตเทปได้ การค้นพบนี้ถูกลืมไปจนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานของสเปนเซอร์นึกถึงวัสดุดังกล่าวขึ้นมา เพราะเกิดความรำคาญที่ที่คั่นหนังสือชอบเลื่อนหล่นไปจากหน้าเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เขาไปร้องในโบสถ์ แต่เมื่อนำวัสดุของสเปนเซอร์มาใช้ ที่คั่นหนังสือก็ไม่เลื่อนหล่นหายอีก ปี 1980 โพสต์อิตเปิดตัวในตลาดครั้งแรก

ปี 1884 นักประดิษฐ์นาม ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ค้นพบวิธีนำกำมะถันไปผสมกับยางโดยบังเอิญ ทำให้ยางไม่อ่อนตัวเมื่อเจออากาศร้อน และไม่เปราะในสภาพอากาศหนาวเย็น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อวงการยานยนต์แล้ว การค้นพบของกู๊ดเยียร์ยังมีคุณูปการอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้า ที่นำยางไปใช้เป็นฉนวน

อีกหนึ่งการประดิษฐ์คิดค้นที่ดูเหมือนมาจากความผิดพลาดก็คือ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ปี 1941 วิศวกรไฟฟ้านาม จอห์น ฮอปส์ ได้รับมอบหมายจากกองทัพเรือให้วิจัยปัญหาอุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ เขาพยายามค้นคว้าหาวิธีที่ดียิ่งขึ้นในการปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนที่อยู่ในน้ำหรือในอากาศหนาวเย็นนานๆ ให้อบอุ่นอย่างรวดเร็ว


ฮอปส์เลือกใช้การกระจายคลื่นวิทยุความถี่สูง และทันใดนั้นเขาสังเกตว่า การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าทำให้หัวใจเต้นอีกครั้งหลังจากหยุดไปเพราะอากาศหนาวเย็นจัด ในปี 1950 เครื่องกระตุ้นหัวใจเครื่องแรกถูกสร้างขึ้นโดยอิงกับการค้นพบของฮอปส์ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวเทอะทะเกินไป ซ้ำบางครั้งยังทำให้ผิวหนังคนไข้ไหม้

ดร.วิลสัน เกรตแบตช์ เป็นผู้ค้นพบโดยบังเอิญอีกเช่นกันในการพัฒนาอุปกรณ์บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ จากการสอดตัวต้านทานกระแสไฟฟ้าเข้าสู่อุปกรณ์ผิดตัว ทำให้สามารถจับจังหวะการสั่นของเครื่องวัดกำลังไฟฟ้าที่คล้ายกับการเต้นของหัวใจ สองปีหลังจากนั้น เกรตแบตช์สร้างเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบปลูกถ่ายในร่างกายสำเร็จโดยนำความผิดพลาดนี้มาประยุกต์

ปัจจุบัน มีการใช้ยาปฏิชีวนะกันอย่างกว้างขวาง 15% ของยาที่ขายกันอยู่ทั่วโลกล้วนแล้วเป็นยาปฏิชีวนะ แต่ทราบหรือไม่ว่ายาชนิดนี้เกิดขึ้นในปี1928 หลังจากอเล็กซานเดอร์ เฟลมิง สังเกตว่าเพนนิซิลินที่ได้จากเห็ดรามีผลกับตัวอย่างสตาไฟโลคอกคัสที่ถูกทิ้งไว้ริมหน้าต่าง เฟลมิงศึกษาตัวอย่างนั้นและพบว่า เพนนิซิลินสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรีย ความสำคัญของการค้นพบของเฟลมิงชัดเจนขึ้นในปี 1940 เมื่อมีการวิจัยยาปฏิชีวนะครั้งแรกของโลก

ซิลแวน โกลด์แมน เจ้าของสแตนดาร์ด ฟูด มาร์เก็ตส์ในโอกลาโฮมา ซิตี้ สหรัฐฯ ประดิษฐ์รถเข็นซื้อสินค้าเป็นรายแรกในปี 1936 จากการเห็นลูกค้ารายหนึ่งวางถุงของชำหนักอึ้งบนของเล่นที่ใช้เชือกลากของลูก โกลด์แมนได้ไอเดียทันที เขานำล้อเล็กๆ มาติดกับตะกร้าจ่ายตลาดธรรมดา ก่อนจะคิดค้นต้นแบบรถเข็นทันสมัยโดยอาศัยความช่วยเหลือจากวิศวกรเครื่องจักรกล กระทั่งมีการผลิตรถเข็นสินค้ากันเป็นล่ำเป็นสันในปี 1947

แฮร์รี่ วาสิลิกประดิษฐ์ถุงขยะขึ้นมาครั้งแรกในปี 1950 เมื่อเทศบาลเมืองวินนิเพ็ก แคนาดา ขอให้วิศวกรรายนี้ผลิตอะไรสักอย่างมาช่วยป้องกันไม่ให้ขยะหล่นร่วงเมื่อใช้เครื่องเก็บขยะ แรกทีเดียว วาสิลิกต้องการออกแบบเครื่องทำความสะอาดระบบสุญญากาศเพื่อเก็บขยะที่ยังร่วงจากเครื่องเก็บขยะ แต่ทันใดนั้นเขาได้ยินคนรู้จักร้องว่าอยากได้ถุงขยะ เขาจึงตระหนักทันทีว่า ก่อนอื่นต้องเก็บขยะใส่ถุงโพลีเอทิลีน เพื่อให้เครื่องเก็บขยะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เพอร์ซี สเปนเซอร์ นักวิจัยชื่อดังที่ทำงานกับเรย์ทีออน ผู้ผลิตอาวุธชั้นนำของโลก และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์คิดค้นถึง 120 สิทธิบัตร เขาคนนี้เป็นผู้สร้างเตาไมโครเวฟขึ้นมา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไม่นาน สเปนเซอร์ขะมักเขม้นพัฒนาประสิทธิภาพของเรดาร์ วันหนึ่งเมื่อเดินเข้าไปหน้าเครื่องระบายความร้อน เขาพบว่าช็อกโกแลตในกระเป๋าเสื้อละลายหมด หลังจากทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก สเปนเซอร์จึงผลิตไมโครเวฟเครื่องแรกออกมาโดยมีน้ำหนักถึง 400 กิโลกรัมโดยประมาณ และสามารถนำไปใช้อุ่นอาหารอย่างรวดเร็วทันใจในภัตตาคาร เครื่องบิน และร้านค้าทั่วไป